| |

Upskill หรือ Reskill? HR ควรเริ่มจากอะไร

ทักษะที่ใช้ทำงานเปลี่ยนเร็วกว่าที่องค์กรส่วนใหญ่ตามทัน รายงาน Future of Jobs 2025 ของ World Economic Forum คาดว่าทักษะที่คนทำงานมีอยู่ราว 39% จะเปลี่ยนไปหรือล้าสมัยภายในปี 2030 คำถามที่ HR ต้องตอบจึงไม่ใช่ “ควรฝึกคนไหม” แต่เป็น “ควร Upskill หรือ Reskill ใคร เรื่องอะไร และเริ่มจากตรงไหน”

Upskill กับ Reskill ต่างกันอย่างไร

ด้าน Upskill Reskill
ความหมาย ยกระดับทักษะเดิมให้ทำงานเดิมได้ดีขึ้น ฝึกทักษะใหม่เพื่อย้ายไปทำงานใหม่
ตัวอย่าง พนักงานบัญชีเรียนการวิเคราะห์ข้อมูล พนักงานคีย์ข้อมูลย้ายไปงานบริการลูกค้า
เหมาะเมื่อ งานยังอยู่ แต่วิธีทำงานเปลี่ยน งานเดิมลดลงหรือหายไป
เวลาและต้นทุน สั้นกว่า ต่ำกว่า นานกว่า สูงกว่า

ตัวเลขของ WEF ช่วยเห็นสัดส่วนได้ชัด ถ้าคนทำงานทั่วโลกมี 100 คน จะมี 59 คนที่ต้องฝึกอบรมภายในปี 2030 ในจำนวนนี้ 29 คน Upskill ในงานเดิมได้ 19 คนต้องฝึกและย้ายไปงานอื่น และอีก 11 คนมีแนวโน้มที่จะไม่ได้รับการฝึกที่จำเป็น ส่วนนายจ้าง 85% วางแผนให้ความสำคัญกับการ Upskill

ทักษะไหนที่นายจ้างต้องการ

WEF ระบุว่า การคิดเชิงวิเคราะห์ (Analytical Thinking) ยังเป็นทักษะหลักที่นายจ้างต้องการมากที่สุด โดย 7 ใน 10 บริษัทมองว่าจำเป็น ตามด้วยความยืดหยุ่นและความคล่องตัว และภาวะผู้นำ ส่วนทักษะที่เติบโตเร็วที่สุดคือ AI และข้อมูล ตามด้วยเครือข่ายและความปลอดภัยไซเบอร์ และความรู้เท่าทันเทคโนโลยี

สิ่งที่น่าสนใจคือทักษะที่ต้องการมากที่สุดหลายอย่างเป็นทักษะคน ไม่ใช่ทักษะเทคนิค HR จึงไม่ควรมองการพัฒนาคนเป็นแค่คอร์สไอที

เลือกอย่างไร: Upskill หรือ Reskill

ถามคำถามสามข้อกับแต่ละตำแหน่ง

  1. งานนี้จะยังอยู่ในอีก 3 ปีไหม? ถ้ายังอยู่แต่วิธีทำเปลี่ยน คือ Upskill
  2. งานนี้ถูกระบบหรือเทคโนโลยีแทนได้มากแค่ไหน? ถ้ามาก ควรเตรียม Reskill ล่วงหน้า
  3. คนที่ทำงานนี้มีทักษะอะไรที่ใช้ต่อได้? เช่น ความละเอียด ความรู้สินค้า หรือความสัมพันธ์กับลูกค้า ทักษะเหล่านี้เป็นฐานของการ Reskill ได้ดี

การ Reskill คนในองค์กรมักคุ้มกว่าการเลิกจ้างแล้วหาคนใหม่ เพราะไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยและต้นทุนสรรหา และยังรักษาคนที่รู้จักวัฒนธรรมองค์กรไว้ได้ ดูต้นทุนการเลิกจ้างที่ เลิกจ้างต้องจ่ายอะไรบ้าง

แผน 5 ขั้นที่ HR เริ่มได้ทันที

1. ทำแผนที่ทักษะ เริ่มจากตำแหน่งสำคัญ 5–10 ตำแหน่ง ระบุทักษะที่มีอยู่และทักษะที่ต้องมีในอีก 2–3 ปี เก็บข้อมูลนี้คู่กับประวัติพนักงานใน ระบบข้อมูลพนักงาน

2. เลือกกลุ่มนำร่อง อย่าเริ่มทั้งองค์กร เลือกทีมที่ได้ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงมากที่สุด และหัวหน้าทีมพร้อมสนับสนุน

3. เรียนจากงานจริง การเรียนที่ได้ผลมากที่สุดมักเกิดจากโปรเจกต์จริง การหมุนงาน หรือการมีพี่เลี้ยง มากกว่าการนั่งเรียนในห้องอย่างเดียว

4. ใช้แหล่งเรียนรู้ที่มีอยู่ กรมพัฒนาฝีมือแรงงานมีหลักสูตรพัฒนาทักษะแรงงานหลายสาขา และคนเก่งในองค์กรเองก็เป็นผู้สอนที่ดีได้

5. วัดผลที่งาน ไม่ใช่ที่ชั่วโมงอบรม ดูว่าหลังฝึก งานเร็วขึ้น ผิดพลาดน้อยลง หรือย้ายไปทำงานใหม่ได้จริงหรือไม่ ตัวเลขเช่นชั่วโมง OT หรืออัตราการลาออกของทีมก่อนและหลังฝึก ดูได้จาก รายงานและวิเคราะห์ HR

ตัวอย่าง: ทีม HR เอง

เมื่อบริษัทเปลี่ยนจากทำเงินเดือนด้วย Excel มาใช้ระบบ งานคีย์ข้อมูลลดลงมาก เจ้าหน้าที่ HR ที่เคยทำงานนี้สามารถ Upskill ไปทำงานวิเคราะห์ข้อมูลคน หรือ Reskill ไปเป็น HR Business Partner ที่ทำงานใกล้ผู้บริหาร อ่านต่อที่ HR จากฝ่ายบุคคลสู่ Business Partner

คำถามที่พบบ่อย

ธุรกิจเล็กที่ไม่มีงบฝึกอบรมควรเริ่มอย่างไร? เริ่มจากการให้คนเก่งในทีมสอนกันเอง และใช้หลักสูตรของหน่วยงานรัฐหรือสถาบันการศึกษาที่เปิดให้เรียนฟรีหรือราคาต่ำ

ฝึกแล้วพนักงานลาออกจะทำอย่างไร? งานวิจัยด้านคนหลายชิ้นพบว่าโอกาสเรียนรู้เป็นเหตุผลสำคัญที่คนเลือกอยู่กับองค์กร เช่นที่ผลสำรวจ Gen Z ของ Deloitte พบ การไม่ฝึกจึงมักเสี่ยงเสียคนมากกว่า อ่านต่อที่ รักษาพนักงาน Gen Z

คืนเวลาให้ทีมได้เรียนรู้

การพัฒนาคนต้องมีเวลา ระบบ HR All-in-One ของ Flow HR ลดงานธุรการที่ทำซ้ำ ตั้งแต่การลงเวลาจนถึงเงินเดือน ให้ HR และหัวหน้างานมีเวลาไปลงทุนกับการพัฒนาคนมากขึ้น

ทดลองใช้ Flow HR ฟรี 30 วัน

แหล่งอ้างอิง: World Economic Forum — The Future of Jobs Report 2025 · กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน · Deloitte — 2025 Gen Z and Millennial Survey

Similar Posts